ซื้อทองกันไหม? ราคาทองขาลง หลังทรัมป์คว้าชัยประธานาธิบดีฯ
หลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" คว้าชัยประธานาธิบดีสหรัฐ หนุนดอลลาร์แข็งค่า-กดราคาทองดิ่ง จับตาปลายปีราคาหลุด 2 หมื่นบาท http://winne.ws/n10269
ปิดฉากราคาทอง "ขาขึ้น" หลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" คว้าชัยประธานาธิบดีสหรัฐ หนุนดอลลาร์แข็งค่า-กดราคาทองดิ่ง จับตาปลายปีราคาหลุด 2 หมื่นบาท ทลายทุกเส้นแนวรับทางเทคนิค ชี้เจอแรงขายดักทางเฟดขึ้นดอกเบี้ย ผู้ค้าทองมั่นใจไม่ดิ่งลึก เหตุมีแรงซื้อจากกองทุนและรายย่อยช่วยพยุง ลุ้นปีหน้าราคาไต่ระดับหลังปรับตัวลงแรงปีนี้
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้จากราคาทองคำแท่ง 96.5% ซึ่งในช่วงสิ้นปี 2558 ปิดตลาดที่ 1,061 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองในประเทศอยู่ที่บาทละ 18,300 บาท ราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมากระทั่งมาอยู่ที่ 1,286 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 21,350 บาท เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2559 ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
แต่หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อ 9 พ.ย. นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ราคาทองก็ตอบรับในเชิงบวกทันที โดยปิดตลาดที่ราว 1,301.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 21,500 บาท แต่วันถัดมาราคาก็ดิ่งลงต่อเนื่อง กระทั่งในวันที่ 14 พ.ย. ราคาทองคำได้ปรับฐานลง โดยแกว่งตัวในกรอบ 1,212.26-1,231.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือปิดตลาดที่บาทละ 20,550 บาท โดยพบว่าช่วง 9-14 พ.ย.ราคาทองได้ปรับตัวลดลงราวบาทละ 750 บาท โดยราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบ 1,280.88-1,285.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และราคาทองในประเทศอยู่ที่บาทละ 21,300 บาท ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกต่อการลงทุนทองคำอย่างมาก
นโยบาย "ทรัมป์" เขย่าราคาทอง
นายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้ส่งผลให้ราคาทองปรับตัวร่วงลงอย่างมาก และคาดว่าจะปรับตัวลดลงอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากเริ่มมีข่าวเกี่ยวกับนโยบายของทรัมป์ออกมามากขึ้น เช่น ข้อมูลล่าสุดของซีเอ็นบีซีรายงานอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า ที่ปรึกษาของทรัมป์กำลังพิจารณาเลือกนายเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเจพี มอร์แกน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลใหม่ รวมถึงยังมีข่าวว่านายทรัมป์ มีแผนที่จะใช้งบฯลงทุนสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้าด้วย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้
ประเด็นนี้สอดคล้องกับ Fed Fund Futures ซึ่งเป็นสัญญาณที่ใช้สำหรับชี้วัดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐที่ได้ปรับตัวขึ้นไปเหนือกว่าจุดสูงสุดเดิมที่ 99.4 จุด ซึ่งเคยทำไว้เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2559 จึงสะท้อนว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค.นี้ได้ และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้ค่าเงินดอลลาร์ตอบรับด้วยการแข็งค่าขึ้น
"อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสข่าวนโยบายของทรัมป์จะส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า และเงินเฟ้อก็จะตามมาหากมีการใช้งบฯมากขึ้นในปีหน้า ดังนั้นราคาทองจึงถูกกดดันในระยะสั้น" นายธนรัชต์กล่าว
ปิดฉากทองขาขึ้น-หลุด 2 หมื่น
ด้านนายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า หลังจากราคาทองได้ร่วงลงนับตั้งแต่มีการประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นต้นมา ส่วนตัวมีมุมมองว่า ทองคำได้กลับเข้าสู่ช่วง "ขาลง" แล้ว เพราะราคาหลุดทุกเส้นแนวรับเฉลี่ย ดังนั้นอย่างน้อยจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีทองจึงไม่น่าจะปรับตัวขึ้นได้มากนัก
"ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ทองกลับมาเป็นช่วงขาลง เพราะนับตั้งแต่หลังเลือกตั้งทองได้ร่วงลงจนหลุดทุกเส้นแนวรับราคาเฉลี่ยหมดทุกแบบ ดังนั้นจากนี้จนถึงสิ้นปีทองไม่น่าจะไปไกลแล้ว" นายกฤชรัตน์กล่าว
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า ราคาทองคำระยะสั้นถือว่ามีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก และยังมีการประชุมของเฟดในช่วงต้นเดือน ธ.ค.รออยู่ ซึ่งแนวโน้มเบื้องต้นคาดว่าจะมีการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นด้วยปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ทองคำอาจได้รับผลกระทบและปรับตัวลดลงมาในที่สุด
ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับปลายปีนี้ที่ระดับ 1,180 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 19,900 บาท แนวต้านที่ระดับ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือบาทละ 21,000 บาท
จับเทรนด์ทองปี 2560
นางสาวฐิภากล่าวว่า สำหรับปี 2560 อาจยังประเมินทิศทางราคาทองคำได้ยาก เนื่องจากต้องรอวิเคราะห์ตัวเลขราคาทองคำสิ้นปี 2559 ก่อน ว่าจะปิดที่ระดับเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าเมื่อราคาทองปรับตัวลดลงก็จะมีแรงซื้อของนักลงทุนเข้ามาช่วยพยุงไม่ให้ร่วงลงมากเกินไป
"เชื่อว่าราคาทองคำจะร่วงไม่เกินระดับ 1,060 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรืออยู่ที่บาทละ 17,900 บาท ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดเดิมอย่างแน่นอน เพราะจะเห็นได้ว่าในปีนี้เมื่อทองลงไปในระดับดังกล่าวก็มีนักลงทุนสถาบันอย่างกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุนทองคำขนาดใหญ่ของโลก และนักลงทุนรายย่อยเข้ามาซื้อทองแท่ง ทองรูปพรรณเก็บสะสมไว้" นางสาวฐิภากล่าว
ขณะที่นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกิจไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐส่งผลให้เกิดความกังวลมากขึ้นต่อสถานการณ์ในสหรัฐ ด้านนักวิเคราะห์ก็มีความคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะความผันผวนในตลาดเงินมากขึ้นกดดันให้การประเมินผลกระทบในระยะถัดไปทำได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนทองคำยังถือเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงในภาวะผันผวนได้ดี ซึ่งธนาคารแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในตราสารหนี้ 45% เหมือนเดิม แต่ให้เพิ่มสัดส่วนในทองคำขึ้นมาอยู่ที่ 15% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด จากเดิมที่ลงทุนในทองเพียง 5-10% เท่านั้น และลดการลงทุนในหุ้นลงเหลือ 15% จากก่อนวันที่ 9 พ.ย. แนะนำให้ลูกค้าลงทุนในหุ้นถึง 30% โดยให้ถือเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 25% เพื่อรอดูความชัดเจนนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์และทิศทางอื่น ๆ ให้ชัดเจนก่อน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1479270856
