ตำนานพื้นเมือง! ประวัติความเป็นมาของ "วัดช้างค้ำ(กานโถม)"

วัดช้างค้ำ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดนั่งที่หล่อ http://winne.ws/n28570

2.4 พัน ผู้เข้าชม
ตำนานพื้นเมือง! ประวัติความเป็นมาของ "วัดช้างค้ำ(กานโถม)"

     ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของวัดกานโถม หรือวัดช้างค้ำไว้ ดังนี้

      ในสมัยพระเจ้ามังรายมหาราชยังครองเวียงกุมกามอยู่ คือประมาณปี พ.ศ.1831 ได้มีพระเถระชาวลังกาจำนวน 5 รูป ซึ่งนำโดยพระมหากัสสปะ ได้จารึกมาจากกรุงสุโขทัยขึ้นไปจนถึงเวียงกุมกามบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ต้นมะเดื่อใหญ่ เมื่อพระเจ้ามังรายมหาราชทรงทราบ พระองค์ก็ได้เสด็จไปนมัสการพระเถระ แล้วทรงสนทนาธรรมกับพระมหาเถระ พระมหาเถระเจ้าได้ถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปัฏฐังคุลีชาดก” คือชาดกที่เกี่ยวกับอานิสงฆ์ของการต่อพระหัตถ์พระพุทธรูป เมื่อพระเจ้ามังรายได้สดับฟังก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก จึงโปรดให้สร้างพระอารามถวายแก่พระเถระ

      ขณะเดียวกันพระองค์ทรงหล่อพระพุทธรูปสำริดขึ้น 5 องค์ เป็นพระนั่ง 3 องค์และพระยืน 2 องค์ โดยมีองค์หนึ่งสูงใหญ่เท่าพระองค์จริงของพระเจ้ามังรายมหาราช สำหรับพระพุทธรูปองค์นั่งนั้นเท่าที่สืบค้นทราบได้ในปัจจุบันมีเพียง 1 องค์เท่านั้นคือ พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดช้างค้ำ ส่วนพระพุทธรูปยืน 1 องค์นั้น ปัจจุบันยังประดิษฐานอยู่ในมณฑปวัดพระเจ้ามังราย

       พระองค์ได้ทรงโปรดให้ช่างไม้คนโปรดของพระองค์ชื่อ “นายช่างกานโถม” ซึ่งขณะนั้นพระองค์ได้สถาปนาให้เป็น “หมื่อเจตรา” ออกไปครองเมืองรอย คิดอ่านสร้างพระวิหารขึ้นมา โดยปรุงตัวไม้ส่วนต่าง ๆ ของวิหารจนสำเร็จรูปขึ้นที่เมืองเชียงแสน จากนั้นก็ขนย้ายลงมาสร้างพระวิหารที่เวียงกุมกาม โดยพระเจ้ามังรายมหาราช ทรงโปรดให้ตั้งชื่อพระวิหารตามชื่อของช่างไม้คนโปรดว่า “วิหารกานโถม” ซึ่งปัจจุบัน เหลือเพียงซากของวิหารที่หันหน้าลงสู่ทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงสายเก่า

      วัดช้างค้ำ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดนั่งที่หล่อโดยพระเจ้ามังราย และยังเป็นที่สถิตของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ได้อัญเชิญเมล็ดมาจากเมืองลังกาแต่ครั้งโบราณกาลอีก

ที่มา www.chiangmainews.co.th

แชร์